Fun Box
Webboard
Tips
Subscribe
粉嫩公主酒酿蛋通过现代科技改良,创新加入了泰国丰胸圣品野葛根提取物丰胸产品,利用国家冻干技术,最大程度的保留了其食物的活性,只针对女性胸部发育研究丰胸方法,效果较之传统酒酿蛋好三倍不止。粉嫩公主酒酿蛋的配方用料都是经过机构的安全检测认定,有官方给出的证明丰胸食物,丰胸效果更有保障。长期服用粉嫩公主酒酿蛋不会有任何副作用,而且可以平衡女性身体激素,对于改善女性皮肤状态丰胸酒酿蛋,紧致肌肤,提升女性雌性激素都有一定的帮助。
Freeride / Downhill อย่างไร ทำไม อะไร
ฉบับที่แล้วผมเริ่มบิ๊วท์ท่านๆ จากดีกรีความแรงบางๆ เหมือน Wine Cooler แล้วปะด้วยเบียร์ ในเมื่อเบียร์ไม่สาแก่ใจก็ต้องต่อด้วย Whisky แล้วปาดด้วย เซี่ยงชุน ตอนจบ จะแรงแค่ไหนดิ่งตามมาเลยครับ



Freeride (FR)
เป็นจักรยานใช้งานได้คล่องตัวกว่าแนว DH อยู่จึ๊กนึง แต่คงไปเทียบความคล่องตัวกับรถ XC หรือ Dirt คงไม่ได้ สิ่งที่ดีกว่าก็คือความถึกแล้วก็มีระบบซับแรงกระแทก รถ FR มักจะประกบกับโช้ค Single Crown ยุบ 160-180 ทำให้เลี้ยวได้คล่องตัวกว่า ขี่ลุยดาวน์ทาวน์ได้ (แต่บ้านเราไม่มีใครจัดกลุ่มเอาไปลุยเมืองนานแล้วครับ) เฟรม FR มีช่วงยุบ 6-8 นิ้ว จะยกเครื่อง AM ชุดจาน 2 ใบมาใส่ก็ไม่ผิดอะไร แต่บ้านเราก็มักจะนิยมการขี่แนวซาดิสม์ ชุด 2 ใบจึงไม่ค่อยใช้กัน ส่วนใหญ่แล้วใช้เอาไปดิ่ง ซึ่งการใช้จาน 2 ใบจะมีโอกาสโซ่ตกได้ง่าย ชวนไปหาหน่อไม้ข้างป่าแทน เนื่องจากก๊วนนี้ยังไม่เป็นที่แพร่หลายในบ้านเรานัก บางท่านก็เอารถ DH ไปทำ FR หรือไม่ก็เอารถ FR ไปทำ DH สับสนกันไปหมด การเอาเฟรม DH ทรงที่ซับดีๆ มาทำ FR บางทีมันจะรู้สึกแปลกๆ หน้าไวๆ หลังย้วยๆ เหมือนด่ืมน้ำเฮลส์บลูบอยที่ไม่ได้คน ช่วงหลังเริ่มคิดกันได้ว่าถ้าจะทำ FR แท้ๆ มันต้องไวๆ สิ ก็เลยไปหาเฟรมทรงโช้คนอนยันที่ยุบไม่เยอะ ซึ่งมักจะเป็น FR แท้ๆ มาใช้แทน คราวนี้ก็จะคล่องสมใจล่ะครับ มันจะสะท้อนแรงเร็วและเก็บน้อยกว่ารถ DH ในขณะเดียวกันก็ไปไวกว่าด้วย แต่ต้องใช้ทักษะพอสมควร ถ้ายิ่งรีดน้ำหนักมา ขี่แล้วเอาไม่ค่อยอยู่ครับ ต้องปรับตัวกันพอสมควร เหมือนลักษณะ “คนอุ้มรถ” อุปกรณ์ป้องกันใส่ครบไว้ก่อน งบประมาณที่ต้องใช้ 60,000 – 170,000 ขึ้นอยู่กับอุปกรณ์ที่หามาได้

Downhill (DH)
มาถึงพี่เบิ้มของเรา รถ DH แท้ๆ ส่วนใหญ่ใส่โช้คแบบ Double Crown ทำให้ถูกบังคับองศาเลี้ยวเพราะติดโช้ค คล่องตัวน้อยกว่า FR แต่รถจะหนักแน่น แข็งแรง และซับแรงกระแทกได้ดีกว่า เฟรมยุบถึง 8-10 นิ้ว คอนโทรลง่ายกว่าเวลาผ่านพื้นที่อุปสรรค์ ลักษณะ “รถอุ้มคน” ยิ่งถ้าได้รถที่มีระบบยุบเก่งๆ ผ่านการเซ็ตที่แมทช์กับคนขี่ มองทางไหนรถมันก็ไปทางนั้นละครับ อย่ามองต้นไม้ก็แล้วกัน เวลาโดดก็หน้าทิ่มยากกว่า จะดรอปก็ไม่ต้องกลัวเป๋ ทนทาน Super Heavy Duty ทั้งนี้ก็ต้องขึ้นอยู่กับผู้ขับขี่ด้วยนะครับว่าฟิตหรือเปล่า สมาธิดี มีทักษะแค่ไหน รักจะขี่รถแนวนี้ร่างกายต้องแข็งแรงและใจถึงระดับนึงครับ ถ้าขี่เล่นๆ ไหลๆ ก็ไม่เท่าไร แต่พอเริ่มเร็วมันก็เริ่มสนุกแล้วก็อยากจะเร็วขึ้นอีก จนสุดท้ายถ้าคุมรถไม่เก่งก็ได้กลิ้งอยู่แถวนั้นละครับ ผู้เล่นส่วนใหญ่ผ่านประสบการณ์กลิ้งงับๆ มาแล้วเกือบทุกคน ถ้าคนไหนบอกคุณว่าเอาพอสนุกๆ เถอะ อย่าแลกเลย คนนั้นของจริงครับ ถ้าไม่เคยล้มก็อย่างน้อยเคยหิ้วเพื่อนแน่ๆ เล่นบ่อยมีประกันอุบัติเหตุไว้ก็ดีครับ อุปกรณ์ป้องกันใส่เอาไว้ให้ครบ ชุดแข่งแขนยาวขายาวไม่มีเกราะเป็นเรื่องของโปรเขา ถ้ายังไม่แม่นก็อย่าพึ่งไปเลียนแบบ อย่าไปแรงตามเขาด้วยเดี๋ยวจะวอดวาย รถก๊วนนี้ถ้าเอาไปปั่นในเมืองได้ครับ แต่อย่าบี้หา AV แบบ XC ครับ ไม่อย่างนั้นตับแล่บแน่นอน งบประมานที่ต้องใช้ 70,000 – 250,000 ขึ้นอยู่กับอุปกรณ์ที่หามาได้

องค์ประกอบรถหลักๆ


เฟรม - ช่วงนี้เฟรม DH ขยันออกกันเยอะเหลือเกิน วัสดุที่ใช้ทำและระบบต่างๆ ก็มีให้เลือกมากมาย เป็นอุปกรณ์ตัวที่ควรหาข้อมูลให้มาก วัดใจและศักยภาพของตนเองก่อนซื้อ เพราะเฟรมตัวนึงก็ซื้อมอเตอร์ไซค์ได้คันนึงเลย ถามว่าแบบไหนดีที่สุด เถียงให้กันตายก็ไม่จบ อืม.. และคงตอบไม่ได้ด้วยครับเพราะต่างคนก็ต่างชอบไม่เหมือนกัน ราคาถ้าเฟรมแท้ๆตระกูลนี้ของใหม่มีตั้งแต่ 5X,XXX-1XX,XXX ส่วนเฟรม FR ถ้าจะหารถที่เป็น FR แท้ๆ คงจะยุ่งสักหน่อย จะเลือกหาเฟรมที่สั้นกระชับหรือเฟรมที่ขี่แล้วรู้สึกคล่องตัว สะท้อนแรงไวมาใช้แทนก็ได้ หากจะเลือกซื้อเฟรมตามความรู้สึกผู้เขียน รถ FR/DH ควรเลือกตามคุณลักษณะในการรับแรงกระแทกและปรับแต่ง อาจหายืมลองดูก่อนแล้วลองประเมิน พอได้ลงไหลๆ สักพักก็จะพอรู้ตัวเองแล้วว่าควรเลือกไปทางไหนดี หลักการของระบบรับแรงกระแทกและปรับแต่งจะมี 3 แบบหลักๆ


1. แบบสะท้อนเร็วๆ เหมาะกับนักซิ่งประเภทบู๊ดุดันมือถึง ระบบทำงานไวสุดๆ ส่งผลให้หางหลัง ทำงานยังกะสับหมูบนเขียง คนขี่ก็ต้องประสาทไว ทักษะสูงและคุมรถไวสุดๆ เจอกับระบบโช้คแนวนอนยันอันนี้ก็เต็มถังละครับ บางเฟรมเป็นรถด่วนสุดๆ ถีบออกจากโค้งตั้งแต่ยังไม่ตั้งหลักเลย ดังนั้นถ้าไม่ไปเร็วก็ล้มเร็วล่ะ ความเร็วก็มีผลต่อการช่วยลดรายละเอียดการกระแทกกรวดเล็กๆ ยังรู้สึกได้ มันจะส่งแรงสะเทือนหัวสั่นหัวคลอน ภาพในหัวเหมือนจอทีวีสั่น มืออ่อนล้า ว่าแล้วก็กลิ้งดีกว่า มีอีกประเภทที่ให้ผลแนวนี้ เฟรมยุบน้อยไม่ว่าจะมีกระเดื่องทดอย่างไร มันก็จะทำงานไวเป็นเงาตามตัว เพราะว่าระยะสปริงสั้น ค่าความแข็งสปริงจึงมีผลเร็วมาก ส่วนใหญ่ FR จะค่อนข้างออกแนวนี้ครับ ไม่ใช่จะบอกว่านี่เป็นแนวที่เร็วที่สุดเสมอไปนะครับ เพราะว่าบางพื้นที่ไปนิ่งๆ นิ่มๆ จะเร็วกว่าไปแบบจอสั่นซะอีก

2. แบบสะท้อนกลางๆ พวกนี้ส่วนใหญ่มีระบบกระเดื่องกลไกช่วย ต้องอาศัยการเซ็ตติ้งรถช่วยด้วย รถจึงจะทำงานดีและแมทช์กับผู้ปั่นที่สุด บางตัวถ้าอยากให้สะท้อนไวเพื่อความเร็วก็ต้องยอมให้รถเก็บน้อยหน่อย รีบาวน์น้อยๆ ตามกฎธรรมชาติครับ “มีได้ย่อมมีเสีย เหรียญมีสองด้านเสมอ” ผมว่ารถใหม่ๆ ออกมาแนวนี้หมดเลย หากดูในวีดีโอการแข่ง DH ระดับโลกแม้ว่าจะเป็นเฟรมรุ่นเดียวกันทีมเดียวกัน ล้อหลังรถโปรคนแรกรูดสมูทไปกับอุปสรรคได้ลื่นไหลใส่สเก็ต ส่วนนักแข่งอีกคนที่ต้องการความเร็ว ปั่นแบบเอาตัวเข้าแลกกับความเสี่ยง รถก็จะ ดีดๆ บู๊ๆ สับๆ ไปในแนวทางสะท้อนเร็ว ผลก็จะไปเร็วแต่ก็จะลนๆ สั่นๆ สะท้านๆ เรียกว่าผ่านอุปสรรคแล้วรถดีดเดินหน้าต่อเลยต้องบู๊หน่อย

3. แบบสะท้อนช้าๆ มันจะเก็บความรู้สึกดีมาก แต่ยิ่งผ่านอุปสรรครถจะยิ่งซับแรงกระแทกทำให้รถนิ่งและช้าลงด้วย ผู้ผลิตคงจะคำนวณมาแล้วว่าถ้าอยากขี่นุ่มๆ คุณก็ต้องขี่ช้าลง แบบนี้เหมาะกับคนชอบขี่สนุกแบบจะไปไหนก็ไปได้ นิ่มๆ ชิวๆ รูดๆ นิ่งหนักแน่นแต่ไม่เร็ว ถ้าขับตามกันผ่านอุปสรรคบนไลน์เดียวกันฟรีขาพร้อมกัน พอออกจากอุปสรรค จะถูกรถแบบที่ 1, 2 ยืดระยะออกไปในทันที เฟรมแนวนี้มีบางยี่ห้อรุ่นก่อนๆ ทำออกมาซับเยอะๆ แต่ช้า พอรุ่นปีใหม่ๆ ออกมาก็ยังใช้ระบบเดิมๆ แต่ได้ทำการรีดน้ำหนักรีดเนื้อจนบางเพื่อให้ยังคงยังซับดีแล้วก็ไปไวขึ้นไปสู้บนเวทีโลกกับแบบที่ 1 และ 2 ได้

โช้ค - มีทั้งระบบลมและสปริง หากมองหาความคล่องแบบ FR ก็หา Single Crown 160-180 มม. มาใช้ ส่วน DH ที่เป็น Double Crown ก็จะให้ความรู้สึกมั่นคงนิ่งแน่นกว่าแต่วงเลี้ยวก็แคบกว่า ส่วนมากจะยุบ 180-200 มม. แกนหน้าแนวนี้มักจะใหญ่ 20 มม. นิยามง่ายๆ ยิ่งยุบเยอะก็ยิ่งทรมานน้อยว่างั้นเถอะครับ โช้คยาวป้องกันหน้าทิ่มและซับแรงได้เยอะได้ดีกว่าระยะยุบสั้นๆ ส่วนโช้คกลางบ้านเราส่วนใหญ่ให้อะไรมาก็จะใช้กันต่อไป ถ้าโช้คลมก็ดีปรับได้ แต่ถ้าเป็น Coil Spring สิ่งเดียวที่ต้องเปลี่ยนค่าน้ำหนักตามผู้ขี่คือสปริง ตรงนี้แนะนำหากเป็นไปได้หายืมลองครับ หรืออ่านจากคู่มือเฟรมแล้วก็ประเมินความแข็งจากสปริงตัวที่มีอยู่ แบบนี้ตอนซื้อสปริงใหม่ก็จะเสี่ยงนิดๆ ถ้าปรับโช้คช่วยได้ก็จบแต่ถ้าโช้คปรับได้น้อยหรือไม่ได้เลยก็ซี้แหง๋ โช้คทุกตัว ทุกรุ่น ทุกปี ทุกระบบ มีข้อดีข้อเสียต่างกัน แต่ทุกตัวจะทำงานได้ดีที่สุดก็ต่อเมื่อคุณเซ็ตให้ระบบทำงานให้ตอบสนองแบบที่คุณต้องการที่สุด แต่ถ้ามันทำได้น้อยกว่าที่คิดก็อย่าลืมกลับมาปรับตัวเข้ากับอุปกรณ์แทนบ้างก็ได้นะครับ


ชุดขับเคลื่อน - หน้าตากลไกก็เหมือนกับ XC ละครับ จานขายาวเท่าไรก็ตามสะดวก แต่ปัจจุบันขา 165 มม. เป็นที่นิยมมากที่สุด ปั่นแล้วซอยสุดๆ บางคนก็ชอบ บางคนก็ไม่ชอบ แต่เชื่อกันว่าโอกาสที่จะปั่นโดนหินก็น้อยลง (ว่าแต่ผ่าดงหินจะยังปั่นกันอีกแน่ะ!)

ชุดจานจะต่างกับ XC ตรงความแข็งแกร่ง ทนทานสูง ความกว้างกระโหลกมี 2 ขนาดหลักๆ คือ 73 และ 83 ต้องดูเฟรมก่อนให้ดีนะครับว่ากระโหลกกว้างเท่าไรเป็นแบบไหน นอกจากนี้มีเฟรมสมัยใหม่ที่ใช้ชุดกระโหลก BB30 ดูดีๆ ครับ เพราะชุดเบ้าลูกปืนพอยัดไปในเฟรม มันจะไม่มีถ้วยลูกปืนที่ยื่นออกมายันขา ความกว้างกระโหลกก็จะเพี้ยนไป แล้วถ้วยลูกปืน BB มีทั้งแบบแปลงใช้กับแกนชุดจาน MTB ปรกติ และแบบที่เป็นใช้กับแกนชุดจาน BB30 แท้ๆ ชุด BB30 แบบถ้วยยื่นก็มีอีก อ่านคู่มือให้ดีก่อนสั่งซื้อครับ สำหรับ FR บ้านเรา ชุดจานก็จะเป็นระบบใบเดี่ยวแบบ DH ที่ใบไม่มีหมุดเปลี่ยนเกียร์ มีขนาดที่นิยมเลือกใช้ตั้งแต่มี 32-38 ความหนาตั้งแต่ 4-5 มม. ควรจะดูเฟรมด้วยว่าบางตัวใส่ใบเล็กแล้วโซ่จะตีเฟรม ใบจานบางยี่ห้อก็เอาอลูมิเนียมเนื้อไม่แข็งมากมาทำใบ ปั่นแล้วจะรู้สึกว่าโซ่กระชับแต่ซี่ก็จะกร่อนไว ส่วนพวกแข็งๆ ทนๆ ก็ตามเรื่องตามราวเลยครับ ภาระจะไปตกอยู่กับโซ่ทันที เรื่องใบจานกับหมุดยึดก็ควรระวังให้ดีครับ ถ้าใบจานบางหมุดยึดยาวปัญหาจะตามมาจนหงุดหงิดสุดๆ บันไดเน้น เกาะ ทนทานครับ บางเจ้าทำเป็นระบบบูชมา ส่วนตัวคิดว่า Baring ทนมากกว่า บันไดคลีตหากท่านยังไม่โปรไม่แนะนำครับ ถอดเท้าออกไม่ทันอันตราย เฟืองหลังใช้ธรรมดาของ XC ได้ 32-11 ถ้าขาแรงก็ใช้ของหมอบ 28-11 หรือ 26-11 ต้องลองไล่อัตราทดกับใบหน้าด้วยครับ




เชนไกด์ดูให้แมตช์ใช้ได้กับใบ เช่นใบ 35 ซื้อเชนไกด์ 36-40 มาก็เกมเลยครับ รูใส่เชนไกด์บนเฟรมอีก ISCG 05 หรือว่า ISCG OLD ถ้าไม่มีก็ใช้อแดปเตอร์จับกระโหลกที่ตรงกับรูเชนไกด์ เชนไกด์มีทั้งแบบบังใบ และโชว์ใบ โซ่ถ้าเป็นขาแรงชอบปั่นแข็งๆ อย่าเอาโซ่ลดน้ำหนักมาใช้นะครับ โซ่จะขาดพาบินข้ามรถเอา เกียร์แนะนำตีนผีขาสั้นครับ ถ้าชอบเถื่อนๆ แม่นๆ ก็ Sram ชอบนุ่มเปลี่ยนพริ้วๆ ก็ Shimano

ชุดล้อ - ดุมหน้าตระกูลโหดนี้มาพร้อมแกน 20 มม. มีหลายยี่ห้อ หลายแบบและน้ำหนัก ส่วนดุมหลังมีความกว้างหลักๆ อยู่ 2 ขนาด 135 และ 150 มีขนาดแปลกๆ สำหรับใช้เฉพาะกับเฟรมบางตัวด้วย แกนมีทั้งแกนปลด 10, 12 มม. ปัจจุบันมักจะเป็นขนาด 150 แกน 12 มม. ดุมบางยี่ห้อมีแกนมาให้ บางยี่ห้อไม่มีแกนมาให้ ถ้าเฟรมไม่ให้แกนมาด้วยก็งานเข้าละครับ แนะนำหาแกนมอเตอร์ไซค์ไปกลึงใช้แทน ชุดล้อมองหาชุดที่ทนทานมากๆ เข้าไว้ครับ ซี่ล้อ หากท่านเงินเหลือก็ DT ถ้าไม่เหลือซี่ไต้หวันก็ได้ครับเน้นเอาแข็งแรงแล้วกัน พวกซี่ลดน้ำหนัก XC ห้ามครับ ใช้ๆ ไปมันจะยึด เคยมีคนเอามาใช้ปัจจุบันยังไม่ขาดแต่ซี่ยึดต้องไขเรื่อยๆ อาจจะงานเข้าในภายภาคหน้าได้ ขอบล้อถ้าไม่อยากเซ็งจิตหาขอบล้อแข็งๆ ไว้ก่อนเลยครับ ล้อ Tubeless ตระกูล Extreme มักจะแข็งแรงทนทายาท ขอบกว้างๆ ใส่แล้วจะขยายหน้ายางให้สัมผัสได้เยอะขึ้น แต่ถ้ากว่งมากแต่หน้ายางแคบหน้าสัมผัสก็จะแบน กว้าง 22 มม. ขึ้นไปได้ก็จะดีครับ ยางจะ Tubeless หรือไม่ก็ตามสะดวก ส่วนยี่ห้อและขนาดหน้ายางคงต้องแล้วแต่ความชอบ บางยี่ห้อหนึบดูด ปั่นถนนเรียบกิโลเดียวก็หมดแรง แต่ถ้าเป็นทางดินก็เกาะมาก เทไปเถอะยังไงก็ไม่หลุด บางยี่ห้อก็เกาะกลางๆ โดนชื้นๆ ปลิวไปก่อนเลยครับ ต้องดูจากสภาพพื้นที่เป็นหลักด้วยว่าเป็นอย่างไร บ้านเราส่วนใหญ่เลือกใช้ขนาด 2.3-2.5

ส่วนการบังคับ
แฮนด์ FR&DH ในปัจจุบันนิยมใช้แฮนด์กว้างแบบ Oversize กันมากขึ้นส่วนใหญ่ที่เจอจะเป็นขนาดความกว้าง 720 มม. ขึ้นไป แฮนด์ของ FR มักจะมีลักษณะแฮนด์ยก เนื่องจากโช้คหน้าสั้นกว่า DH ถ้าใช้ต่ำมากเจออุปสรรคจะดึงหน้าขึ้นยาก ที่ผู้เขียนเห็นใช้กันก็จะยก 20-40 มม. ส่วน DH ปัจจุบันเทคโนโลยีการยุบของโช้คหน้านั้นดีขึ้นมากทำให้ผู้ขี่เลือกที่จะพุ่งเข้าชนอุปสรรค ไม่ดึงรถเพื่อหนีหรืออุ้มรถเหมือนรถยุกก่อน ดั้งนั้นส่วนใหญ่จึงเลือกให้แฮนด์ที่มีองศายกเตี้ยลง บางยี่ห้อผลิตออกมาแทบจะตรงแบบแฮนด์ครอสแล้ว องศาที่ใช้มันจะอยู่ระหว่าง 10-30 มม. แล้วแต่ความถนัดของผู้ขับขี่ หากใช้แฮนด์องศายกน้อยมาก ตัวแฮนด์จะบังคับให้ผู้ขี่กดตัวต่ำลงเป็นการกดรถเองตามธรรมชาติ ดังนั้นเวลาเจออุปสรรคจะดึงหน้าช่วยได้ยาก หาโช้คหน้าซับไม่ดีหรือเซ็ทมากระด้าง มีโอกาสม้วนข้ามแฮนด์ครับ แฮนด์ XC ไม่ควรนำมาใช้ครับ เคยเห็นแฮนด์ขาดคาตามาแล้ว...



สเตม หากเป็น FR ก็ยังคงจะใช้สเตมสั้นๆ ยาวไม่เกิน 50 มม. ยก 0 องศา ส่วนสเตม DH นั้นพัฒนาต่อมาจนปัจจุบันมีสเตม Direct Mount บ้านเรามักจะเรียกสเตมแปะ หรือว่าจะเป็นชิ้นเดียวกับ Crown (Integrated) บนไปเลยบ้านเรามักจะเรียก Top Crown การใช้สเตม 2 แบบนี้ควรระมัดระวังเรื่องของรูที่จะใช้ยึด หลักๆ จะมีอยู่สองแบบคือ แบบแรกมี 2 รูยึดแล้วมีหูคล้องยึดด้านหลังที่มักจะเป็นของ Mazzochi และ Fox ปีเก่า และก็แบบมีรูยึด 4 รูของ Boxer, Fox , Manitou ส่วน Top Crown หากไม่ตรองรุ่น เช่น Fox 40 ก็ต้อง Top Crown สำหรับ Fox 40 ถ้าผิดใส่ไม่เข้าแน่ครับ อีกเรื่องที่ควรระวังคือ องศาของสเตม เนื่องจากบางตัวมีองศาที่เป็นติดลบ ตั้งนั้นการใส่แฮนด์ที่เตี้ยมาอยู่แล้วก็จะเตี้ยหนักเข้าไปอีก เรื่องดึงหน้ายิ่งยากเข้าไปใหญ่ มาต่อกับเรื่อถ้วยคอ ที่พบกับเฟรมใหม่ๆ ที่ออกมามักจะเป็นถ้วยคอ 1.5 บนล่างครับ ที่นี้โช้คที่ใช้มันจะเป็นซางปรกติ โช้ค Extreme ซาง 1.5 ขนาดหาจากเมืองนอกยังหายากเลยครับ ก็ต้องมาวิ่งหาถ้วยคอแปลง Step Down จาก 1.5 เป็น 1.1/8 ไม่อย่างนั้นก็ต้องกลึงแหวนแปลกันยุ่งพอสมควร ตรงนี้เตรียมตัวกันดีๆ ครับ

เบรค - ขึ้นอยู่กับพื้นที่การใช้งานและผู้ขับขี่เป็นหลักครับ ถ้าทางยาวดิ่งชันและผู้ขี่ชอบเลียเบรคไหม อันไหนเขาว่าดีระบายความร้อนเร็ว ใส่ไปเลยครับ ผ้าเบรคเหล็ก Sintered Gold จัดไป ผ้าธรรมดาเบรคไม่ต้องรอร้อนจับไวไม่กินจาน แต่หน้าฝนโดนโคลนมากๆ มันลากเนื้อผ้าออกไปหมด แต่ถ้าแบบ Sintered Gold ไม่กลัวฝนแต่กินจาน บางยี่ห้อต้องรอร้อน ผู้ขี่ต้องลองประเมินดู จะระบบแบบ 2 pot, 4 pot, 6 Pot แล้วแต่กระเป๋าตังและความชอบใน feeling ผู้ใช้เลยครับ จานเบรคถ้าแนว FR เดี๋ยวนี้จะนิยม หน้า 8 นิ้ว หลัง 7 หรือ 6 ส่วน DH มีเท่าไรใส่ไว้ก่อนใช้ไม่ใช้ค่อยว่ากันครับ ถ้าเป็นคนชอบเลียเบรค เบรคที่ใช้ใน XC ไม่แนะนำครับ ลากไปนานๆ เฟตหาย กำเบรคแล้วจะไม่มีอะรไเกิดขึ้น กลายเป็นว่าใช้ต้นไม้เบรคแทน





ทั้งหมดทั้งมวลที่ว่ามา ยุ่งดีไหมครับ รายละเอียดปลีกย่อยอีกเยอะมากโดนกันเป็นว่าเล่น การทำรถประเภทนี้ถ้าไม่มีความรู้มาก่อนควรศึกษาและหาความรู้จากผู้รู้หลายๆ คน หากเคยขี่ XC รถประเภทนี้อุปกรณ์หลักบางชิ้นที่นำมาประยุกต์ใส่นั้นบางอย่างส่งผลต่อการขี่อย่างมากเช่นระบบเกียร์ ผู้เขียนอยากจะแนะนำว่าอย่ายึดติดกับความเชื่อและค่านิยมใดๆ วางใจให้เป็นศูนย์เริ่มใหม่ เพราะของบางอย่างที่ดีที่สุดหรือดีแล้วของคนอื่นแต่อาจไม่ดีที่สุดสำหรับเราหรืออาจถึงขั้นไม่ใช่เลย นำความรู้ในหลายทิศหลายที่มาเปรียบเทียบ เมื่อพบข้อที่คาใจก็จดจำไว้เพื่อหาตำตอบจากการทดลองจริง (โดยการยืมก่อน ;p) จะดีที่สุดครับ จะทำให้ท่านไม่ต้องเสียเงินหลายรอบหรือเกินความจำเป็น ไม่งั้นจะต้องมาเสียดายตอนหลัง วงการนี้มีกันไม่เยอะ ส่วนใหญ่ใจดียินดีแนะนำกันเสมอครับ

<< back